Get Adobe Flash player

เส้นใยนำแสง (Fiber Optic)

เส้นใยนำแสง (Fiber Optic)

เส้นใยแก้วนำแสง Fiber optic

สาระสำคัญ

จากการเจริญเติบโตของสังคมมนุษย์และการพัฒนา เทคโนโลยีทำให้มีการแลกเปลี่ยน ข้อมูลข่าวสารกันมากขึ้นเป็นผลทำให้ปริมาณการส่งข้อมูลมีอย่างมหาศาล ดังนั้นระบบโทรคมนาคม ที่ใช้จะต้องมีความสามารถรองรับและตอบสนองความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นได้ อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับอัตราเร็วของการส่งข้อมูลสูงรวมทั้งมีความถูกต้องแม่นยำ และความปลอดภัยของข้อมูลที่ดี ระบบดังกล่าว คือ การสื่อสารด้วยเส้นใยนำแสงเทคโนโลยีของระบบสื่อสารด้วยเส้นใยนำแสงนี้ได้ถูก พัฒนามากขึ้นมาตามลำดับและมีการใช้งานแพร่หลาย ได้แก่ โครงข่ายการส่งข้อมูลความเร็วสูง ระบบเอสดีเอช (SDH) หรือระบบโซเน็ท (SONET) หรือระบบเส้นใยนำแสงสู่บ้าน (Fiber To The Home: FTTH) เป็นต้น

การสื่อสารผ่านใยแก้วนำแสงเป็นระบบการสื่อ สารที่ใช้แสงผสมกับข้อมูลที่ต้องการ ส่งในรูปแอนาลอกหรือแบบดิจิตอลแล้วจึงส่งผ่านตัวกลางคือใยแก้ว เส้นผ่านศูนย์กลางขนาดเล็กมากมีเส้นผ่าศูนย์กลางเป็นไมครอนซึ่งมีขนาดเล็ก มากทำให้สายเคเบิล 1 เส้น สามารถรวมเอาสายสัญญาณหลายเส้นเข้าด้วยกันแสงจะถูกส่งผ่านไปยังตัวรับคือโฟ โตดีเทคเตอร์เพื่อแปรผลค่าสัญญาณ

จากแสงเป็น สัญญาณไฟฟ้า แล้วใช้ ระบบอิเล็กทรอนิกส์แปรผลเป็นข้อมูลอีกครั้งหนึ่ง การสื่อสารผ่านเส้นใยนำแสงมีจุดเด่นคือสามารถส่งสัญญาณหลายๆ ช่องไปได้พร้อมๆ กัน โดยใช้เทคนิคการผสมสัญญาณ ( Multiplexing ) ที่นิยมใช้คือการทำ WDM ( Wavelength Divison Multiplexing) เป็นการส่งสัญญาณแต่ละช่องด้วยแสงที่มีความยาวคลื่นต่างกันทำให้สามารถส่ง ข้อมูลได้มากมหาศาลเมื่อเทียบกับการสื่อสารผ่านสายทองแดงแบบเดิมให้พิจารณา เป็นเบื้องต้น ดังนี้

  1. ใช้ส่งข้อมูลข้ามทวีปผ่านเคเบิลใยแก้วใต้น้ำ เนื่องจากมีการสูญเสียสัญญาณต่ำกว่า สัญญาณไฟฟ้าทำให้ใช้ตัวทวนสัญญาณน้อย ส่งสัญญาณได้ระยะทางไกล ความคุ้มค่าสูง
  2. ส่งข้อมูลได้มหาศาลในเวลาเดียวกันเมื่อเทียบกับการสื่อสาร ผ่านสายทองแดง เนื่องจากเทคโนโลยีการสื่อสารแสงมีความผิดเพี้ยนของสัญญาณต่ำเมื่อทำการรวม กันของข้อมูลหลายๆ ช่องสัญญาณ
  3. ไม่มีผลกระทบจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า สามารถติดตั้งได้ในบริเวณที่มีไฟฟ้าแรงสูง หรือฟ้าผ่าเกิดขึ้นบ่อยครั้ง
  4. ข้อมูลรั่วไหลได้ยากการลักลอบขโมยสัญญาณจากระบบใยนำแสงทำได้ยาก

การสื่อสารผ่านใยแก้วนาแสงของประเทศไทยใน ปัจจุบันประเทศไทยมีบริษัทเอกชนที่รับผลิตอุปกรณ์สื่อสารใยแก้วนำแสงเพื่อ การส่งออกไปยังส่วนต่างๆของโลกโดยเฉพาะ เป็นผู้ผลิตราย ใหญ่ที่ส่งอุปกรณ์เข้าสู่ประเทศจีนในช่วงปีพ.ศ. 2549- พ.ศ.2250 เพื่อใช้ในในงานกีฬาโอลิมปิกที่ปักกิ่ง เมื่อปี พ.ศ. 2551 นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีสถานีเชื่อมต่อเครือข่ายเส้นใยนำแสงใต้น้ำเพื่อ เชื่อมต่อ ข้อมูลระหว่างทวีปเข้าสู่เครือข่ายภายในประเทศ โดยมีสถานีดูแลเคเบิลใต้น้ำเส้นใยนำแสง 4 สถานี เป็นผู้ดูแลคือ ชลี 1-เพชรบุรี ชลี 2-สงขลา ชลี 3-ศรีราชา และชลี 4-ปากบารา สตูล

สำหรับการใช้งาน การสื่อสารภายในประเทศก็ เริ่มปรับเปลี่ยนจุดเชื่อมต่อเป็นระบบเส้นใยนำแสงทั้งหมดแล้วเช่นกัน และปัจจุบันก็นิยมนำระบบ Fiber Optic มาให้ร่วมกับการติดตั้งกล้องวงจรปิด ความรวดเร็วและความเสถียรของสัญญาณ Internet ทำให้การดูภาพจากกล้องวงจรปิดผ่านเน็ตค่อนข้างนิ่ง ไม่มีปัญหาติดๆดับๆอีกต่อไป

โครงสร้างของเส้นใยนำแสง (Fiber Optic construction)

เส้นใยนำแสง (Fiber Optic) หมายถึง สายนำสัญญาณที่มีโครงสร้างเป็นทรงกระบอกกลม ลักษณะโปร่งแสงผลิตมาจากสารประกอบซิลิกอนไดออกไซด์ (SiO2) หรืออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลาง ประมาณ 125ไมโครเมตร (1 ไมโครเมตรมีค่าเท่ากับ 0.0000001 เมตร) โดยมีส่วนประกอบสาคัญสองส่วน คือ ส่วนของคอร์(core) และส่วนของแคลดดิ้ง (cladding) โดยส่วน ของคอร์และส่วนของแคลดดิ้งจะเป็นเนื้อใสที่มีลักษณะซ้อนกันอยู่ส่วนของคอร์ จะมีค่าดรรชนีหักเห เท่ากับ n1 และส่วนของแคลดดิ้งจะมีค่าดรรชนีหักเหเท่ากับ n2 ดังนั้นโครงสร้างของเส้นใยนำแสง ประกอบด้วยส่วนสำคัญหลัก 3 ส่วน

  • ส่วนประกอบหลักของเส้นใยนาแสง
  • โครงสร้างหลักของเส้นใยนาแสง

กล้องวงจรปิด นครปฐม ฉลองเปิดสาขาใหม่ โปรโมชั่นราคาพิเศษ 0841188766

กล้องวงจรปิด นครปฐม ฉลองเปิดสาขาใหม่ โปรโมชั่นราคาพิเศษ 0841188766

รูปที่ 1

แสดงส่วนประกอบหลักและโครงสร้างหลักของเส้นใยนำแสง

  1. แกน (Core) เป็นส่วนตรงกลางของ Fiber Optic และเป็นส่วนที่ใช้นาแสงอีกด้วย โดยมีค่า ดัชนีของการหักเหของแสงส่วนนี้จะต้องมากกว่าส่วนของส่วน ห่อหุม (Cladding) แล้วลำแสงที่ผ่านไป ในแกนจะถูกขังหรือเคลื่อนที่ไปตาม Fiber Optic ด้วยขบวนการสะท้อนกลับหมดภายใน
  2. ส่วนห่อหุ้ม (Cladding) ทำหน้าที่เป็นตัวหักเหของแสงจากแกนออกไปที่ภายนอกและป้อง กันแสงจากภายนอกรบกวนมีค่าดัชนีหักเหเป็น 1.46 และ 1.52 ตามลำดับถ้าแกนกลางมีดัชนี หักเหเป็น 1.48 ส่วนที่เป็นแกนอยู่ตรงกลางหรือชั้นใน แล้วหุ้มด้วยส่วนที่เรียกว่า Cladding จากนั้นก็จะถูกหุ้ม ด้วยส่วนที่ป้องกัน (Coating)โดยที่แต่ละส่วนนั้นทำด้วยวัสดุที่มีค่าดัชนีหักเหของแสงที่มีค่า แตกต่างกัน
  3. ส่วนที่ป้องกัน (Coating) ทำหน้าที่ป้องกันส่วนที่เป็นแกน และส่วนห่อหุ้มโดยจะทำจากวัสดุ แตกต่างกันแล้วแต่วัตถุประสงค์ของการนาไปใช้งาน เช่นการนำไปใช้ในอาคาร (Indoor fiber cable) นำไปใช้นอกอาคาร (Outdoor fiber cable) หรือนำไปใช้ใต้ท้องทะเล (Submarine fiber cable) ต้องใช้ส่วนป้องกันที่มีคุณสมบัติแตกต่างกันออกไปเส้นใยนำแสงใช้งานปัจจุบัน เป็นตัวกลางของสัญญาณแสงที่ทำมาจากแก้วหรือพลาสติก ซึ่งมี ความบริสุทธิ์สูงมาก เส้นใยนำแสงมีลักษณะเป็นเส้นยาวขนาดเล็ก มีขนาดประมาณเส้นผมของมนุษย์ เส้นใยนำแสงที่ดีต้องสามารถนำสัญญาณแสงจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งได้โดยมี การสูญเสียของสัญญาณแสงน้อยมาก

กล้องวงจรปิด Fiber optic

รูปที่ 2

แสดงส่วนประกอบหลักและโครงสร้างของเส้นใยนำแสงใช้งานปัจจุบัน

เส้นใยนำแสงนำสัญญาณข้อมูลที่ใช้หลักการทาง แสงกล่าวคือใช้กับสัญญาณข้อมูลที่อยู่ในรูปของคลื่นแสงเท่านั้น โดยสัญญาณข้อมูลจะถูกเปลี่ยนเป็นคลื่นแสงแล้วส่งให้เดินทางสะท้อนภายในสายไป จนถึงผู้รับที่ปลายทางเส้นใยนำแสงมีคุณสมบัติที่ดีกว่าสายนำสัญญาณทั่วไป หลายประการ เช่น มีขนาดเล็กส่งผ่านข้อมูลได้ครั้งละมากๆ สัญญาณข้อมูลมีโอกาสถูกลดทอนน้อยมากทำให้การสื่อสารมี ประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยสูงมาก ข้อจำกัดคือเมื่อสายใยแก้วขาดหักงอหรือแตกหักต้องอาศัย อุปกรณ์พิเศษในการซ่อมแซมซึ่งยุ่งยากและมีค่าใช้จ่ายสูงมากเพราะฉะนั้นการ ใช้ Fiber Optic เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพความเร็วของการดูภาพกล้องวงจรปิดผ่านเน็ต

การผลิตเส้นใยนำแสงจากแท่งแก้วพรีฟอร์ม

การสร้างเส้นใยนำแสงจาก แท่งแก้วพรีฟอร์ม มีขั้นตอนในการสร้างเริ่มต้นด้วยการนำสารที่จะใช้ในการสร้างเส้นใยแสงมา ผ่านกระบวนการสร้างแท่งแก้วที่มีความโปร่งใสและความบริสุทธิ์สูง (Vapor phase Axial Deposition) จากนั้นจึงนำแท่งแก้วที่ได้มาให้ความร้อนเพื่อทำให้บริเวณปลายของ แท่งแก้วเกิดการยุบตัวกลายเป็นแท่งแก้วพรีฟอร์มและนำแท่งแก้วพรีฟอร์มที่ได้ มาทำการดึงเป็นเส้นใยแสง ต่อไป โดยแท่งแก้วพรีฟอร์มที่สร้างได้นั้นจะมีความยาวประมาณ 60 ถึง 120 เซนติเมตร และมีขนาด เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 10 ถึง 25 มิลลิเมตร

กล้องวงจรปิด มีเดียเสิร์ซ จำกัด

รูป แสดงการผลิตเส้นใยนำแสงวิธี Vapor phase Axial Deposition (VAD)

นอกจากนี้ยังมีการผลิตอีกหลายแบบ เช่น วิธีการ ดี เอ็ม เอ็ม (Direct Melt Method:DMM) วิธีการ วี พี โอ พี (Vapour Phase Oxidation Process:VPOP) เป็นต้น

ชนิดของเส้นใยนำแสง

โปรโมชั่นกล้องวงจรปิด บริษัท มีเดียเสริซ์ จำกัด

รูปที่ 1 แสดงตัวอย่างสายของเส้นใยนำแสง

ชนิดของเส้นใยนำแสงแบ่งตามความสามารถในการนำแสง (Propagation Mode) ได้เป็น 2 ชนิด คือ

เส้นใยนาแสงชนิดโหมดเดี่ยว(SingleMode Optical Fibers, SM)

เส้นใยแก้วนำแสง

รูปที่ 2 แสดงเส้นใยนำแสงชนิดโหมดเดี่ยว

เป็นการใช้ตัวนำแสงที่บีบ ลำแสงให้พุ่งตรงไปตามท่อแก้ว โดยมีการกระจายแสงออกทางด้านข้างน้อยที่สุดเหมาะสำหรับในการใช้ กับระยะทางไกลๆ การเดินสายใยแก้วนาแสงกับระยะทางที่ไกลมาก เช่น เดินทางระหว่างประเทศระหว่างเมืองมักใช้แบบ Single Mode

เส้นใยนาแสงชนิดหลายโหมด (Multimode Optical Fibers, MM)

ลักษณะเส้นใยนำแสงชนิดหลายโหมด มี 2 แบบได้แก่ Step Index และ Grade Index

Fiber optic

รูปที่ 3 แสดงตัวอย่างการทำงานภายในของ Multimode Fiber แบบ Step Index

โปรโมชั่นกล้องวงจรปิด บริษัท มีเดียเสริซ์ จำกัด

รูปที่ 4 แสดงตัวอย่างการทำงานภายในของ Grade Index Multimode

เส้นใยนำแสงชนิดหลายโหมดมี ลักษณะการกระจายแสงออกด้านข้างได้ ดังนั้นจึงต้องสร้างให้มี ดัชนีหักเหของแสงกับอุปกรณ์ฉาบผิวที่สัมผัสกับ Cladding ให้สะท้อนกลับหมดหากการให้ดัชนีหักเหของ แสงมีลักษณะทำให้แสงเลี้ยวเบนทีละน้อยเราเรียกว่าแบบเกรดอินเด็กซ์ หากให้แสงสะท้อนโดยไม่ปรับ คุณสมบัติของแท่งแก้วให้แสงค่อยเลี้ยวเบนก็เรียกว่าแบบสเต็ปอินเดกซ์ เส้นใยแก้วนำแสงที่ใช้ในเครือข่าย แลนส่วนใหญ่ใช้แบบมัลติโหมด โดยเป็นขนาด 62.5/125 ไมโครเมตร หมายถึง เส้นผ่าศูนย์กลางของ ท่อแก้ว 62.5 ไมโครเมตร และของเคลดดิงรวมท่อแก้ว 125 ไมโครเมตรคุณสมบัติของเส้นใยแก้ว นำแสงแบบ Step Index มีการสูญเสียสูงกว่าแบบ Grad Index

โปรโมชั่นกล้องวงจรปิด บริษัท มีเดียเสริซ์ จำกัด

รูปที่ 5 แสดงคุณสมบัติของเส้นใยแก้วนาแสงแบบ Step Index, Grad Index, Single mode

ชนิดเส้นใยนำแสงตามดัชนีการหักเหแสงแบ่งเป็น 3 ชนิด โดยให้ชื่อของเส้นใยนำแสงตาม คุณสมบัติของดัชนีการหักเหมีโครงสร้าง ดังนี้

ซิงเกิลโหมดแบบสเตปอินเดกซ์ (Single-mode step-index fiber)หรือชนิด ซิงเกิล-โหมด (Single-Mode Fiber)

โปรโมชั่นกล้องวงจรปิด บริษัท มีเดียเสริซ์ จำกัด

รูปที่ 6. ซิงเกิลโหมดแบบสเตปอินเดกซ์

เส้นใยแสงชนิดโมดเดียวนี้สามารถที่จะสร้าง ให้มี Index Profile ได้ทั้งแบบ step index และ Graded Index แต่เนื่องจากการสร้างเส้นใยแสงแบบโมดเดียวที่มี IndexProfile แบบ Graded Index มีราคาแพงและ คุณสมบัติที่ได้จากการมี Index Profile แบบ Graded Index ก็ไม่มีประโยชน์ต่อระบบการสื่อสารด้วยเส้นใย แสง ดังนั้นในปัจจุบันเส้นใยแสงแบบโมดเดียวที่สร้างขึ้นในเชิงพาณิชย์ก็จะมีแต่ เส้นใยแสงโมดเดียวแบบ Step Index เท่านั้น ซึ่งเหมาะสมสำหรับงานที่ต้องการแบนด์วิธกว้างและระยะทางไกล (Long- Haul) โดยทั่วไปจะสร้างจากแก้วซิลิก้าเพื่อให้มีการลดทอนสัญญาณต่ำ ถึงแม้ว่าเส้นใยแสงแบบโมดเดียวจะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของ Core เล็ก เพื่อให้มีโมดที่เดินทาง เพียงโมดเดียว แต่ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของ Clad ก็จะต้องมีขนาดใหญ่กว่าขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ของ Core อย่างน้อย 10 เท่า เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียจากการเลือนหายของสนามไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว ดังนั้น เมื่อรวมขนาดของ Buffer Coating ด้วยแล้วขนาดโดยรวมของเส้นแบบโมดเดียวก็จะใกล้เคียงกับเส้นใยแสง ชนิดอื่นโครงสร้างโดยทั่วไปของเส้นใยแสงชนิดโมดเดียวแสดงให้ดูในรูปที่ 6

โครงสร้าง

เส้นผ่านศูนย์กลางของ core

5 ถึง 10 µm โดยปกติอยู่ที่ประมาณ 8.5 µm

เส้นผ่านศูนย์กลางของ clad :

โดยทั่วไปมีขนาด 125  µm

เส้นผ่านศูนย์กลางของเปลือกหุ้ม

250 ถึง 1000 µm

Numerical Aperture

0.08  ถึง 0.15 โดยทั่วไปมีค่าประมาณ  0.1

คุณลักษณะทางประสิทธิภาพ

การลดทอนสัญญาณ

2 ถึง 5 dBkm-1 โดยที่ความยาวคลื่น 850 nm จะมีการลดทอนประมาณ 1dBkm-1 และมีการลดทอนโดยเฉลี่ย 0.35 และ 0.215 dBkm-1 ที่ความยาวคลื่น 1300 nm และ 1550 nm ตามลำดับ

แบนด์วิธ

มากกว่า 500 MHz km ในทางทฤษฎีแบนด์วิธจะถูกจำกัดโดยความยาวคลื่นและ material dispersion โดยมีค่าประมาณ 40 GHz ที่ความยาวคลื่น 850 nm ในทางปฎิบัติแล้วแบนด์วิธที่มากกว่า 10 GHz จะต้องใช้ความยาวคลื่น 1300nm

การใช้งาน

เหมาะกับระบบที่ต้องการแบนด์วิธสูงและระยะทางไกลมาก โดยจะใช้ LD เป็นอุปกรณ์กำเนิดสัญญาณแสง

ตารางที่ 1 แสดงคุณลักษณะของเส้นใยแสงชนิด Single Mode

มัลติโหมดแบบสเตปอินเดกซ์ ( Multimode Step-Index Fiber ) หรือชนิด สเตปอิน-เดกซ์ (Step-Index Fiber)

โปรโมชั่นกล้องวงจรปิด บริษัท มีเดียเสริซ์ จำกัด

รูปที่ 7 โครงสร้างโดยทั่วไปของเส้นใยแสงชนิด Multi Mode Step Index

เส้นใยแสงชนิดนี้อาจจะสร้างจากแก้ว หลายๆชนิดปนกันหรือแก้วซิลิก้าก็ได้ โดยจะมีเส้นผ่าน ศูนย์กลาง และ NA ขนาดใหญ่เพื่อประสิทธิภาพในการคัปปลิงสัญญาณกับแหล่งกาเนิดแสงแบบ Incoherentเช่นLED คุณลักษณะทางประสทิธิภาพของเส้นใยแสงชนิดนี้จะมีค่าเปลี่ยนแปลงโดยขึ้นอยู่ กับสารที่ใช้สร้างและกระบวนการในการเตรียมสาร ซึ่งโครงสร้างโดยทั่วไปของเส้นใยแสงชนิดนี้แสดงให้ดู ดังรูปที่ 7


โครงสร้าง

เส้นผ่านศูนย์กลางของ core

50 ถึง 400 µm

เส้นผ่านศูนย์กลางของ clad :

125 ถึง 500 µm

เส้นผ่านศูนย์กลางของเปลือกหุ้ม

250 ถึง 1000 µm

Numerical Aperture

0.16  ถึง 0. 5

คุณลักษณะทางประสิทธิภาพ

การลดทอนสัญญาณ

2.6 ถึง 50 dBkm-1  ที่ความยาวคลื่น 850 nm ถูกจำกัดโดยการดูดกลืนและการกระจาย ส่วนการลดทอนที่ความยาวคลื่นอื่นแสดงให้ดูดังรูปที่ 2.26

แบนด์วิธ

6 ถึง  50 MHz km

การใช้งาน

เหมาะที่สุดสำหรับใช้ในโครงข่ายแบบ short-haul ที่มีแบนด์วิธจำกัด และใช้กับงานที่ราคาไม่สูง

ตารางที่ 2 แสดงคุณลักษณะของเส้นใยแสงชนิด Mulit mode step index

(a) เส้นใยแสงที่สร้างจากแก้วหลายชนิด (b) เส้นใยแสงที่สร้างจากแก้วซิลิก้า รูปที่ 11 สเปคตรัมการลดทอนสัญญาณของเส้นใยแสงชนิด Multi mode step index

โปรโมชั่นกล้องวงจรปิด บริษัท มีเดียเสริซ์ จำกัด

โปรโมชั่นกล้องวงจรปิด บริษัท มีเดียเสริซ์ จำกัด

มัลติโหมดแบบเกรดอินเดกซ์ (Multimode Graded-Index Fiber )หรือชนิด เกรดอินเดกซ์ (Graded-Index Fiber)

โปรโมชั่นกล้องวงจรปิด บริษัท มีเดียเสริซ์ จำกัด

รูปที่ 8 โครงสร้างโดยทั่วไปของเส้นใยแสงชนิด Multi mode Graded Index

เส้นใยแสงชนิดนี้สร้างจากแก้วหลาย ชนิดปนกันหรือแก้วซิลิก้าก็ได้เช่น เดียวกับเส้นใยแสงชนิด Multi mode step index แต่จะแตกต่างกันตรงที่สารที่นำมาใช้ จะต้องมีความบริสุทธิ์มากกว่าเพื่อลดการ สูญเสียที่จะเกิดขึ้น ดังนั้นจึงทำให้เส้นใยแสงชนิดนี้มีประสิทธิภาพดีกว่าเส้นใยแสงชนิด Multi mode step index โครงสร้างโดยทั่วไปของเส้นใยแสงชนิดนี้แสดงให้ดูดังรูปที่ 8


โครงสร้าง

เส้นผ่านศูนย์กลางของ core

30 ถึง100 µm

เส้นผ่านศูนย์กลางของ clad :

100 ถึง 150 µm

เส้นผ่านศูนย์กลางของเปลือกหุ้ม

250 ถึง 1000 µm

Numerical Aperture

0.2  ถึง 0. 3

คุณลักษณะทางประสิทธิภาพ

การลดทอนสัญญาณ

2 ถึง 10 dBkm-1  ที่ความยาวคลื่น 850 nm ถูกจำกัดโดยการดูดกลืนและการกระจาย ส่วนการลดทอนสัญญาณโดยเฉลี่ยที่ความยาวคลื่น 1300 nm มีค่าเท่ากับ 0.4 และ 0.25 dBkm-1  ตามลำดับ

แบนด์วิธ

300 MHz km ถึง  3 MHz km

การใช้งาน

เหมาะที่สุดสำหรับใช้ในโครงข่ายแบบ medium – haul ที่มีแบนด์วิธปานกลางถึงสูง ซึ่งใช้ LED หรือ LD เป็นอุปกรณ์กำเนิดสัญญาณแสง

ตารางที่ 3 แสดงคุณลักษณะของเส้นใยแสงชนิด Multi Mode Graded Index

เส้นใยแสงชนิดนี้สามารถที่จะจัดเป็นกลุ่มหลักๆได้ตามขนาดของเส้นผ่านศูนย์กลางของ Core-Clad ดังนี้

  1. เส้นใยแสงที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางของ core-clad เท่ากับ 50 μm /125 μm ซึ่งมีค่า NA โดยปกติ ระหว่าง0.20และ0.24เส้นใยแสงชนิดนี้พัฒนาและกำหนดเป็นมาตรฐาน โดยCCITT (Recommendation G.651) ใช้สำหรับงานด้านโทรคมนาคมที่ความยาวคลื่น 850 nm และ 1300 nm แต่ในปัจจุบันนิยมนำไปใช้ ในงานด้านการสื่อสารข้อมูลและระบบ LAN
  2. เส้นใยแสงที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางของ core – clad เท่ากับ 62.5 μm /125 μm ซึ่งมีค่า NA โดยปกติระหว่าง 0.26 และ 0.29 ถึงแม้ว่าเส้นใยแสงชนิดนี้จะพัฒนามาเพื่อการใช้งานใน subscriberloop ที่มี ระยะทางไกลที่ความยาวคลื่น 850 nm แต่ในปัจจุบันการใช้งานส่วนใหญ่จะนาใช้กับระบบ LAN
  3. เส้นใยแสงที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางของ core-clad เท่ากับ 85 μm ซึ่งมีค่า NA โดยปกติระหว่าง 0.26 และ 0.30 เส้นใยแสงชนิดนี้พัฒนามาเพื่อการใช้งานที่ความยาวคลื่น 850 nm 130 nm ในระบบ Short- Haul และ LAN
  4. เส้นใยแสงที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางของ core-clad เท่ากับ100μm/125μm ซึ่งมีค่า NAโดยปกติ ระหว่าง 0.29 เส้นใยแสงชนิดนี้พัฒนาให้มีประสิทธิภาพในการคัปปลิงสัญญาณกับ LED ที่ความยาวคลื่น 850 nm เพื่อการใช้งานในระบบที่มีราคาถูกและระยะทางสั้น

ขณะนี้มีผู้เข้าชม

มี 33 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

ผู้เข้าชม

150278
วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
สัปดาห์ที่แล้ว
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
รวมทั้งหมด
84
66
218
129699
833
2054
150278
Your IP: 54.198.195.11
Server Time: 2018-08-15 20:12:46